มูลค่ายุติธรรมคืออะไรและมีความสำคัญกับธุรกิจอย่างไร?
- อาจารย์ทอมมี่ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

- Aug 1
- 2 min read
Updated: Nov 4

ในโลกของการลงทุนและการเงิน คำว่า "มูลค่ายุติธรรม" (Fair Value) เป็นหนึ่งในแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าหมายถึงอะไร และทำไมจึงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน
มูลค่ายุติธรรม คืออะไร
ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 13 มูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สิน (Fair Value) หมายถึง ราคาที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์ หรือจ่ายเพื่อโอนหนี้สินในรายการที่เป็นปกติระหว่างผู้ร่วมตลาด ณ วันที่วัดมูลค่า
คำจำกัดความนี้อาจฟังดูซับซ้อน แต่ใจความสำคัญจริง ๆ ก็คือ การหาราคาที่เป็นธรรมที่สุดในสภาพตลาดที่ซื้อขายกันตามปกติ ไม่มีใครถูกบังคับ หรือ รีบขาย รีบซื้อ และทั้งคนซื้อคนขายต่างก็รู้ข้อมูลครบถ้วน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่จะซื้อขาย สภาพตลาด ราคาที่ซื้อขายกันจริงในตลาด และเงื่อนไขทั่วไปของการซื้อขายนั้น
เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพง่ายขึ้น ลองนึกภาพตามดูนะคะ….คุณกำลังจะซื้อบ้านหลังหนึ่ง ราคาที่เจ้าของบ้านตั้งไว้อาจจะ 5 ล้านบาท
แต่เมื่อได้ลองศึกษาดูแล้ว พบว่าบ้านหลังนี้มีปัญหาโครงสร้าง อยู่ในทำเลที่ไม่ค่อยดี และต้องใช้เงินซ่อมแซมอีกมาก มูลค่ายุติธรรมของบ้านหลังนี้อาจจะอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ทั้งคนซื้อและคนขายรับได้ เพราะต่างก็รู้ข้อมูลจริงของบ้านและไม่มีใครถูกบังคับให้ซื้อหรือขาย
และในตลาดหุ้นหลักการนี้ใช้ได้เช่นกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ หลังจากที่เราได้ศึกษาข้อมูลมาแล้ว ราคาหุ้นในตลาดอาจจะสูงหรือต่ำกว่าราคาที่สินทรัพย์นั้นควรจะเป็น
องค์ประกอบสำคัญของมูลค่ายุติธรรมตาม TFRS 13
มาตรฐาน TFRS 13 กำหนดให้มูลค่ายุติธรรมต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
ราคาขายหรือโอนออก (Exit Price) หมายความว่าเราต้องมองในมุมของผู้ขาย ไม่ใช่ผู้ซื้อ โดยมีคำถามว่า "ถ้าเราจะขายสินทรัพย์นี้ ในวันนี้ เราจะได้เงินเท่าไหร่ "ไม่ใช่"เราจะต้องจ่ายเท่าไหร่ถ้าจะซื้อสิ่งนี้"
ผู้ร่วมตลาด (Market Participants) คือ กลุ่มคนที่มีความรู้ ความเข้าใจในสินทรัพย์นั้น ๆ พร้อมที่จะซื้อขาย และทำรายการโดยอิสระ ไม่มีความสัมพันธ์พิเศษกัน เหมือนกับการขายบ้านให้คนแปลกหน้าที่สนใจจริง ๆ ไม่ใช่ขายให้ญาติที่จะสามารถให้ราคาพิเศษได้
ตลาดหลัก (Principal Market) คือ ตลาดที่มีการซื้อขายสินทรัพย์นั้น ๆ มากที่สุด หรือตลาดที่เป็นประโยชน์ที่สุด (Most Advantageous Market) หากไม่มีตลาดหลัก
ความเข้าใจในองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้การประเมินมูลค่ายุติธรรมมีความน่าเชื่อถือและสามารถเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากลค่ะ
เรากลับมาที่ตัวอย่างเดิมค่ะ สมมติคุณกำลังจะขายบ้าน ตั้งราคาไว้ 5 ล้านบาท แต่พอมีคนมาดู เขาศึกษาข้อมูลแล้วพบว่าบ้านต้องซ่อม และทำเลก็ไม่ค่อยดี จึงคิดว่าราคาที่เหมาะสมจริง ๆ คือ 3.5 ล้านบาท ซึ่งทั้งคนซื้อและคนขายพอใจกับราคานี้ และตกลงซื้อขายกันโดยไม่มีใครถูกบังคับ
ตลาดหลัก (Principal Market) คือ ตลาดบ้านมือสองในพื้นที่นั้น ที่มีการซื้อขายบ้านแบบนี้มากที่สุด
ผู้ร่วมตลาด (Market Participants) คือ คนซื้อและคนขายบ้านทั่วไปในตลาดนั้น ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านและราคาในตลาดพอสมควร และซื้อขายกันโดยสมัครใจ
การออกจากตลาด (Exit Price) คือ ราคาที่ตกลงซื้อขายกันได้จริง ซึ่งในที่นี้คือ 3.5 ล้านบาท
ลำดับชั้นของมูลค่ายุติธรรม (Fair Value Hierarchy)
เพื่อให้การประเมินมูลค่ายุติธรรมมีมาตรฐานเดียวกันและผู้ใช้งบการเงินเข้าใจถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล TFRS 13 จึงกำหนด "ลำดับชั้นของมูลค่ายุติธรรม" ขึ้น โดยแบ่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
ระดับ 1 เป็นข้อมูลราคาที่เปิดเผยในตลาดที่มีสภาพคล่องดี เช่น ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทองคำ หรือราคาพันธบัตรรัฐบาล นี่คือข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุด เพราะเป็นราคาที่มีการซื้อขายกันอยู่จริง
ระดับ 2 เป็นข้อมูลที่สามารถสังเกตได้ แต่ไม่ใช่ราคาตรงจากตลาด เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน หรือราคาของสินทรัพย์ที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่น ราคาของของที่ใกล้เคียงกันในตลาด เช่น เทียบราคาบ้านในย่านเดียวกัน เป็นต้น
ระดับ 3 เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถสังเกตได้จากตลาด ต้องใช้แบบจำลองหรือเทคนิคการประเมินที่ซับซ้อน เช่น การประเมินมูลค่าบริษัทเริ่มต้น (Startup) หรือสินทรัพย์ที่ไม่ค่อยมีการซื้อขาย
การจำแนกระดับนี้ ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจถึงความน่าเชื่อถือของการประเมินมูลค่าได้
วิธีการคำนวณมูลค่ายุติธรรม

การคำนวณมูลค่ายุติธรรมสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะสินทรัพย์และข้อมูลที่มี โดยวิธีที่นิยมใช้ ได้แก่
วิธีตลาด (Market Approach) ประเมินจากราคาซื้อขายของสินทรัพย์ที่คล้ายกันในตลาดสะท้อนมูลค่าตลาดจริง ณ วันที่ประเมินตัวอย่าง: หากต้องการประเมินราคาบ้าน อาจอ้างอิงราคาซื้อขายของบ้านที่มีลักษณะและทำเลใกล้เคียงกันหรือหากบริษัท A ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่มีลักษณะธุรกิจคล้ายกับบริษัท B ที่จดทะเบียนอยู่ อาจใช้ตัวคูณจากอัตราส่วนทางการเงิน เช่น P/E หรือ EV/EBITDA ของบริษัท B มาคูณกับกำไรหรือ EBITDA ของบริษัท A เพื่อประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท A
วิธีต้นทุน (Cost Approach) ใช้ต้นทุนในการสร้างใหม่หรือทดแทนสินทรัพย์นั้น หักด้วยค่าเสื่อมราคาเพื่อให้ได้มูลค่าปัจจุบันตัวอย่าง: เครื่องจักรที่ใช้งานมาแล้ว 5 ปี อาจประเมินมูลค่าโดยใช้ราคาซื้อเครื่องจักรใหม่ แล้วหักด้วยค่าเสื่อมราคาที่สะสมมาแล้วตามอายุการใช้งาน
วิธีรายได้ (Income Approach) พิจารณาจากรายได้หรือกระแสเงินสดที่สินทรัพย์จะสร้างในอนาคตแล้วคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันด้วยอัตราคิดลดที่เหมาะสม ตัวอย่าง: การประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท อาจใช้กระแสเงินสดอิสระของกิจการ (Free Cash Flow to Firm: FCFF) แล้วคิดลดด้วยอัตราคิดลดที่เหมาะสม เช่น WACC หรือ Cost of Equity เพื่อหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ตามหลักการของ Discounted Cash Flow (DCF)
ความสำคัญของมูลค่ายุติธรรมต่อธุรกิจ
การรู้มูลค่ายุติธรรมช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้น เมื่อราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม แสดงว่าเป็นโอกาสดีในการซื้อ เหมือนกับการซื้อ
ของดี ๆ ในราคาถูก ในทางกลับกัน หากราคาตลาดสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมมาก อาจเป็นสัญญาณว่าควรระวัง
นึกถึงตัวอย่างข้างต้น ถ้าเวลาเราจะขายบ้าน แล้วดูราคาบ้านในย่านเดียวกันว่าซื้อขายกันเท่าไหร่ ราคาตลาดก็คือราคาที่เขาซื้อขายกันจริงตอนนั้นค่ะ
นอกจากการลงทุนแล้ว มูลค่ายุติธรรมยังมีความสำคัญในด้านการบัญชีและการรายงานทางการเงิน บริษัทจำเป็นต้องประเมินสินทรัพย์และหนี้สินด้วยมูลค่ายุติธรรมในบางกรณี เพื่อให้งบการเงินสะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริง ทำให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้เองสอดคล้องกับสิ่งที่ Warren Buffett นักลงทุนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า "ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย แต่มูลค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ" ประโยคนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการรู้จักแยกแยะระหว่างราคาและมูลค่าที่แท้จริงค่ะ
สรุป

แม้การคำนวณมูลค่ายุติธรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์และหนี้สิน แต่มูลค่านี้ก็ยังขึ้นอยู่กับการคาดการณ์และสมมติฐานหลายด้าน เช่น การคาดการณ์รายได้ในอนาคต อัตราดอกเบี้ย หรือแนวโน้มของอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การประเมินมูลค่ายุติธรรมของทั้งสินทรัพย์และหนี้สิน ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และเข้าใจบริบทของธุรกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขในกระดาษ แต่ต้องเข้าใจภาพรวมของกิจการ แนวโน้มเศรษฐกิจ และปัจจัยเฉพาะที่มีผลต่อมูลค่าจริง
ที่ ABS Valuation เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าโดยเฉพาะ มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้ง โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงกิจการระดับ startup - SME โดยเราให้คำปรึกษาและวิเคราะห์มูลค่ายุติธรรมอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ หุ้น กิจการ และโครงการลงทุน
ติดต่อเราได้ที่
อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com
คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com
ABS Valuation พร้อมเดินไปกับคุณในทุกการตัดสินใจสำคัญ



