top of page

มูลค่ายุติธรรมคืออะไรและมีความสำคัญกับธุรกิจอย่างไร?

Updated: Nov 4

มูลค่ายุติธรรมคืออะไรและมีความสำคัญกับธุรกิจอย่างไร?

ในโลกของการลงทุนและการเงิน คำว่า "มูลค่ายุติธรรม" (Fair Value) เป็นหนึ่งในแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าหมายถึงอะไร และทำไมจึงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน


มูลค่ายุติธรรม คืออะไร

ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 13 มูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สิน (Fair Value) หมายถึง ราคาที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์ หรือจ่ายเพื่อโอนหนี้สินในรายการที่เป็นปกติระหว่างผู้ร่วมตลาด ณ วันที่วัดมูลค่า 


คำจำกัดความนี้อาจฟังดูซับซ้อน แต่ใจความสำคัญจริง ๆ ก็คือ การหาราคาที่เป็นธรรมที่สุดในสภาพตลาดที่ซื้อขายกันตามปกติ ไม่มีใครถูกบังคับ หรือ รีบขาย รีบซื้อ และทั้งคนซื้อคนขายต่างก็รู้ข้อมูลครบถ้วน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่จะซื้อขาย สภาพตลาด ราคาที่ซื้อขายกันจริงในตลาด และเงื่อนไขทั่วไปของการซื้อขายนั้น


  • เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพง่ายขึ้น ลองนึกภาพตามดูนะคะ….คุณกำลังจะซื้อบ้านหลังหนึ่ง ราคาที่เจ้าของบ้านตั้งไว้อาจจะ 5 ล้านบาท 

  • แต่เมื่อได้ลองศึกษาดูแล้ว พบว่าบ้านหลังนี้มีปัญหาโครงสร้าง อยู่ในทำเลที่ไม่ค่อยดี และต้องใช้เงินซ่อมแซมอีกมาก มูลค่ายุติธรรมของบ้านหลังนี้อาจจะอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ทั้งคนซื้อและคนขายรับได้ เพราะต่างก็รู้ข้อมูลจริงของบ้านและไม่มีใครถูกบังคับให้ซื้อหรือขาย


และในตลาดหุ้นหลักการนี้ใช้ได้เช่นกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ หลังจากที่เราได้ศึกษาข้อมูลมาแล้ว ราคาหุ้นในตลาดอาจจะสูงหรือต่ำกว่าราคาที่สินทรัพย์นั้นควรจะเป็น


องค์ประกอบสำคัญของมูลค่ายุติธรรมตาม TFRS 13

มาตรฐาน TFRS 13 กำหนดให้มูลค่ายุติธรรมต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

  1. ราคาขายหรือโอนออก (Exit Price) หมายความว่าเราต้องมองในมุมของผู้ขาย ไม่ใช่ผู้ซื้อ โดยมีคำถามว่า "ถ้าเราจะขายสินทรัพย์นี้ ในวันนี้ เราจะได้เงินเท่าไหร่ "ไม่ใช่"เราจะต้องจ่ายเท่าไหร่ถ้าจะซื้อสิ่งนี้"


  1. ผู้ร่วมตลาด (Market Participants) คือ กลุ่มคนที่มีความรู้ ความเข้าใจในสินทรัพย์นั้น ๆ พร้อมที่จะซื้อขาย และทำรายการโดยอิสระ ไม่มีความสัมพันธ์พิเศษกัน เหมือนกับการขายบ้านให้คนแปลกหน้าที่สนใจจริง ๆ ไม่ใช่ขายให้ญาติที่จะสามารถให้ราคาพิเศษได้


  1. ตลาดหลัก (Principal Market) คือ ตลาดที่มีการซื้อขายสินทรัพย์นั้น ๆ มากที่สุด หรือตลาดที่เป็นประโยชน์ที่สุด (Most Advantageous Market) หากไม่มีตลาดหลัก 


ความเข้าใจในองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้การประเมินมูลค่ายุติธรรมมีความน่าเชื่อถือและสามารถเปรียบเทียบกันได้ในระดับสากลค่ะ 

  • เรากลับมาที่ตัวอย่างเดิมค่ะ สมมติคุณกำลังจะขายบ้าน ตั้งราคาไว้ 5 ล้านบาท แต่พอมีคนมาดู เขาศึกษาข้อมูลแล้วพบว่าบ้านต้องซ่อม และทำเลก็ไม่ค่อยดี จึงคิดว่าราคาที่เหมาะสมจริง ๆ คือ 3.5 ล้านบาท ซึ่งทั้งคนซื้อและคนขายพอใจกับราคานี้ และตกลงซื้อขายกันโดยไม่มีใครถูกบังคับ

    • ตลาดหลัก (Principal Market) คือ ตลาดบ้านมือสองในพื้นที่นั้น ที่มีการซื้อขายบ้านแบบนี้มากที่สุด

    • ผู้ร่วมตลาด (Market Participants) คือ คนซื้อและคนขายบ้านทั่วไปในตลาดนั้น ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านและราคาในตลาดพอสมควร และซื้อขายกันโดยสมัครใจ

    • การออกจากตลาด (Exit Price) คือ ราคาที่ตกลงซื้อขายกันได้จริง ซึ่งในที่นี้คือ 3.5 ล้านบาท


ลำดับชั้นของมูลค่ายุติธรรม (Fair Value Hierarchy)

เพื่อให้การประเมินมูลค่ายุติธรรมมีมาตรฐานเดียวกันและผู้ใช้งบการเงินเข้าใจถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล TFRS 13 จึงกำหนด "ลำดับชั้นของมูลค่ายุติธรรม" ขึ้น โดยแบ่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้


ระดับ 1 เป็นข้อมูลราคาที่เปิดเผยในตลาดที่มีสภาพคล่องดี เช่น ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทองคำ หรือราคาพันธบัตรรัฐบาล นี่คือข้อมูลที่เชื่อถือได้มากที่สุด เพราะเป็นราคาที่มีการซื้อขายกันอยู่จริง


ระดับ 2 เป็นข้อมูลที่สามารถสังเกตได้ แต่ไม่ใช่ราคาตรงจากตลาด เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน หรือราคาของสินทรัพย์ที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่น ราคาของของที่ใกล้เคียงกันในตลาด เช่น เทียบราคาบ้านในย่านเดียวกัน เป็นต้น


ระดับ 3 เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถสังเกตได้จากตลาด ต้องใช้แบบจำลองหรือเทคนิคการประเมินที่ซับซ้อน เช่น การประเมินมูลค่าบริษัทเริ่มต้น (Startup) หรือสินทรัพย์ที่ไม่ค่อยมีการซื้อขาย


การจำแนกระดับนี้ ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจถึงความน่าเชื่อถือของการประเมินมูลค่าได้


วิธีการคำนวณมูลค่ายุติธรรม


วิธีการคำนวณมูลค่ายุติธรรม

การคำนวณมูลค่ายุติธรรมสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะสินทรัพย์และข้อมูลที่มี โดยวิธีที่นิยมใช้ ได้แก่


  1. วิธีตลาด (Market Approach) ประเมินจากราคาซื้อขายของสินทรัพย์ที่คล้ายกันในตลาดสะท้อนมูลค่าตลาดจริง ณ วันที่ประเมินตัวอย่าง: หากต้องการประเมินราคาบ้าน อาจอ้างอิงราคาซื้อขายของบ้านที่มีลักษณะและทำเลใกล้เคียงกันหรือหากบริษัท A ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่มีลักษณะธุรกิจคล้ายกับบริษัท B ที่จดทะเบียนอยู่ อาจใช้ตัวคูณจากอัตราส่วนทางการเงิน เช่น P/E หรือ EV/EBITDA ของบริษัท B มาคูณกับกำไรหรือ EBITDA ของบริษัท A เพื่อประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท A


  1. วิธีต้นทุน (Cost Approach) ใช้ต้นทุนในการสร้างใหม่หรือทดแทนสินทรัพย์นั้น หักด้วยค่าเสื่อมราคาเพื่อให้ได้มูลค่าปัจจุบันตัวอย่าง: เครื่องจักรที่ใช้งานมาแล้ว 5 ปี อาจประเมินมูลค่าโดยใช้ราคาซื้อเครื่องจักรใหม่ แล้วหักด้วยค่าเสื่อมราคาที่สะสมมาแล้วตามอายุการใช้งาน


  1. วิธีรายได้ (Income Approach) พิจารณาจากรายได้หรือกระแสเงินสดที่สินทรัพย์จะสร้างในอนาคตแล้วคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันด้วยอัตราคิดลดที่เหมาะสม ตัวอย่าง: การประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัท อาจใช้กระแสเงินสดอิสระของกิจการ (Free Cash Flow to Firm: FCFF) แล้วคิดลดด้วยอัตราคิดลดที่เหมาะสม เช่น WACC หรือ Cost of Equity เพื่อหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ตามหลักการของ Discounted Cash Flow (DCF)

 

ความสำคัญของมูลค่ายุติธรรมต่อธุรกิจ

การรู้มูลค่ายุติธรรมช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้น เมื่อราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม แสดงว่าเป็นโอกาสดีในการซื้อ เหมือนกับการซื้อ

ของดี ๆ ในราคาถูก ในทางกลับกัน หากราคาตลาดสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมมาก อาจเป็นสัญญาณว่าควรระวัง

  • นึกถึงตัวอย่างข้างต้น ถ้าเวลาเราจะขายบ้าน แล้วดูราคาบ้านในย่านเดียวกันว่าซื้อขายกันเท่าไหร่ ราคาตลาดก็คือราคาที่เขาซื้อขายกันจริงตอนนั้นค่ะ


นอกจากการลงทุนแล้ว มูลค่ายุติธรรมยังมีความสำคัญในด้านการบัญชีและการรายงานทางการเงิน บริษัทจำเป็นต้องประเมินสินทรัพย์และหนี้สินด้วยมูลค่ายุติธรรมในบางกรณี เพื่อให้งบการเงินสะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริง ทำให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง  ซึ่งเรื่องนี้เองสอดคล้องกับสิ่งที่ Warren Buffett นักลงทุนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า "ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย แต่มูลค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ" ประโยคนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการรู้จักแยกแยะระหว่างราคาและมูลค่าที่แท้จริงค่ะ 


สรุป

มูลค่ายุติธรรม

​​แม้การคำนวณมูลค่ายุติธรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์และหนี้สิน แต่มูลค่านี้ก็ยังขึ้นอยู่กับการคาดการณ์และสมมติฐานหลายด้าน เช่น การคาดการณ์รายได้ในอนาคต อัตราดอกเบี้ย หรือแนวโน้มของอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์


นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การประเมินมูลค่ายุติธรรมของทั้งสินทรัพย์และหนี้สิน ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และเข้าใจบริบทของธุรกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขในกระดาษ แต่ต้องเข้าใจภาพรวมของกิจการ แนวโน้มเศรษฐกิจ และปัจจัยเฉพาะที่มีผลต่อมูลค่าจริง


ที่ ABS Valuation เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าโดยเฉพาะ มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้ง โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงกิจการระดับ startup - SME โดยเราให้คำปรึกษาและวิเคราะห์มูลค่ายุติธรรมอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ หุ้น กิจการ และโครงการลงทุน


ติดต่อเราได้ที่

  1. อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com

  2. คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com


ABS Valuation พร้อมเดินไปกับคุณในทุกการตัดสินใจสำคัญ


 
 
bottom of page