top of page

ความสำคัญของการวิเคราะห์งบการเงิน วิธีการวิเคราะห์งบการเงิน

ree

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "งบการเงิน" โดยเฉพาะจากข่าวธุรกิจหรือเมื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นประกาศผลประกอบการ ซึ่งอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องเฉพาะของบริษัทใหญ่หรือกลุ่มนักลงทุนเท่านั้น

 

ซึ่งจริงๆแล้ว งบการเงินเป็นเครื่องมือสำคัญที่เจ้าของธุรกิจ SME ผู้ประกอบการรายย่อย หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังพิจารณาการลงทุนสามารถนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อเข้าใจธุรกิจของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในเรื่องของ “การวิเคราะห์งบการเงิน”


ทำไมการวิเคราะห์งบการเงินจึงสำคัญ

ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่งที่หน้าร้านดูดี ลูกค้าเข้าตลอดเวลา รายได้ดูเหมือนจะดี แต่สุดท้ายกลับต้องปิดกิจการเพราะ "ขาดสภาพคล่อง" หรือ "มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์" ซึ่งถ้าเราเพียงแค่มองจากภายนอก อาจไม่เห็นปัญหาที่แท้จริงเลย


ดังนั้นงบการเงินจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ทำให้เราเห็น "ภาพจริง" ของกิจการ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรือการคาดเดา ไม่ใช่แค่ยอดขายหรือกำไรปลายทาง แต่เป็นรายละเอียดทางการเงินที่ครบถ้วน ทั้งรายรับ รายจ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน และความสามารถในการสร้างกำไรอย่างแท้จริง


โดยการวิเคราะห์งบการเงินช่วยให้เราสามารถเห็นสัญญาณความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤต เข้าใจประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของกิจการ และเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น การขยายธุรกิจ การปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือการจัดการความเสี่ยงทางการเงิน หรืออาจจะสรุปได้ว่า การวิเคราะห์งบการเงินช่วยให้เรา 

  • เห็นสัญญาณความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤต

  • เข้าใจประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของกิจการ

  • เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันได้


วิธีการวิเคราะห์งบการเงิน

งบการเงินหลัก ๆ ที่เรานำมาใช้วิเคราะห์ มีอยู่ 3 งบ/ฉบับ ได้แก่

  1. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) - บอกว่าธุรกิจทำกำไรหรือขาดทุน

  2. งบดุล (Balance Sheet) - บอกสถานะทางการเงิน เช่น มีสินทรัพย์และหนี้สินเท่าไหร่

  3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) - บอกว่าธุรกิจมีเงินสดเข้าออกอย่างไร


อัตราส่วนทางการเงิน: เครื่องมือวิเคราะห์ที่ทรงพลัง

เพื่อให้เข้าใจและนำไปใช้ได้จริง เราขอเสนอการวิเคราะห์ผ่าน "อัตราส่วนทางการเงิน" (Financial Ratio) ซึ่งเป็นการนำตัวเลขจากงบการเงินมาคำนวณเป็นอัตราส่วน เพื่อให้เห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และภาพรวมของธุรกิจในเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่ตัวเลขดิบที่อาจทำให้เข้าใจผิดได้ค่ะ


"อย่างไรก็ตาม" ทำให้รูปประโยคไม่สอดคล้องกัน ตอนนี้เหมือนว่าเนื้อหาก่อน และหลัง คำว่า "อย่างไรก็ตาม" ไม่ได้ส่งเสริมหรือขยายความอะไรเลย

ไม่แน่ใจก่อนจะถึง "อย่างไรก็ตาม" ขาดตกเนื้อหาหรือประโยคอะไรไปก่อนหรือเปล่าครับ หรือว่าอันนี้ใช้คำเชื่อมผิดไป?.


อันนี้เป็นตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะ smooth กว่าครับ "หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า 'งบการเงิน' โดยเฉพาะจากข่าวธุรกิจหรือเมื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นประกาศผลประกอบการ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับบริษัทใหญ่หรือกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัทต่างๆ แต่จริงๆ แล้ว งบการเงินไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่หรือนักลงทุนเท่านั้น มันยังเป็นเครื่องมือที่เจ้าของธุรกิจ SME ผู้ประกอบการรายย่อย หรือแม้แต่คนที่กำลังพิจารณาการลงทุนสามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน"


5 อัตราส่วนทางการเงิน ที่มืออาชีพนิยมใช้


ree

  1. อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratios)

ใช้วัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายหนี้ระยะสั้น โดยอัตราส่วนที่สำคัญคือ

  • Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน

ถ้าค่าน้อยกว่า 1 หมายความว่า ธุรกิจอาจมีปัญหาในการจ่ายหนี้ระยะสั้น และอาจเจอวิกฤตกระแสเงินสด ส่วนค่าที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 1.5-2.0 ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ


  1. อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Working Capital Ratios)

ใช้วัดประสิทธิภาพในการจัดการสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น

  • Inventory Turnover = ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงเหลือเฉลี่ย

ถ้าตัวเลขสูงแสดงว่าสินค้าหมุนเวียนดี สามารถขายสินค้าได้รวดเร็ว แต่ถ้าต่ำเกินไปอาจหมายถึงการมีสินค้าค้างสต็อกมากเกินความจำเป็น


  1. อัตราส่วนการใช้สินทรัพย์ (Asset Usage Ratios)

ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ในการสร้างรายได้

  • Asset Turnover = รายได้รวม ÷ สินทรัพย์รวม

ยิ่งค่าสูง แสดงว่าสินทรัพย์ถูกนำไปใช้สร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทสามารถบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด


  1. อัตราส่วนประสิทธิภาพ (Efficiency Ratios)

ใช้วัดประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย

  • Operating Expense Ratio = ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ÷ รายได้รวม

ถ้าสัดส่วนสูงเกินไป อาจสะท้อนถึงปัญหาต้นทุนแฝงที่ต้องปรับปรุง หรือการบริหารจัดการที่ยังไม่เหมาะสม


  1. อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios)

ใช้วัดความสามารถของธุรกิจในการสร้างกำไร

  • Net Profit Margin = กำไรสุทธิ ÷ รายได้รวม

ยิ่งค่าสูงยิ่งดี เพราะหมายถึงการบริหารต้นทุนและรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการได้ดี


ตัวอย่างนำไปใช้: ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ที่ขายดี


ree

น้องมิ้นต์เปิดร้านเสื้อผ้าออนไลน์ มีรายได้เดือนละ 200,000 บาท ฟังดูธุรกิจไปได้ดีใช่ไหมคะ ? แต่แท้จริงแล้ว Inventory Turnover กลับได้แค่ 2 เท่า/ปีเท่านั้น เราลองมาดูกันให้ลึกขึ้นอีกนิดว่า Inventory Turnover คิดอย่างไร และตัวเลขนี้บอกอะไรได้บ้าง

  • วิธีคำนวณ: ต้นทุนสินค้าปีนึง 1,200,000 ÷ สต็อกเฉลี่ย 600,000 = 2 เท่า


แล้ว “2 เท่า” ดีหรือไ่ม่ดี?คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจค่ะ เพราะแต่ละธุรกิจจะมีรอบการหมุนเวียนสต็อกไม่เท่ากัน

ประเภทธุรกิจ

ค่า Inventory Turnover ที่ควรได้

แฟชั่น / เสื้อผ้า

4 – 6 เท่าต่อปี (หรือมากกว่า)

ของใช้ในบ้าน / เครื่องใช้ไฟฟ้า

3 – 5 เท่าต่อปี

ของกินของใช้ / FMCG

8 – 12 เท่าต่อปี (หมุนเร็วมาก)

อย่างในกรณี “ร้านเสื้อผ้า”

  • 2 เท่าต่อปี หมายความว่า สินค้าทั้งคลังถูกขายหมดเพียง 2 รอบต่อปี

  • ในขณะที่ธุรกิจเสื้อผ้าปกติควรมี Inventory Turnover ประมาณ 4 – 6 เท่าต่อปี → นั่นแปลว่า สต็อกหมุนช้ากว่าที่ควรจะเป็น


สรุป

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “สินค้าขายช้า สต็อกค้างเยอะ” เงินทุนจึงไปจมอยู่ในคลัง แทนที่จะหมุนเวียนสร้างกำไร ทางแก้ คือ ต้องรีบเคลียร์สต็อก ลดราคา แล้วสั่งของใหม่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจไปได้ต่อค่ะ


เริ่มต้นการวิเคราะห์งบการเงินอย่างไรดี

ลองดูอีกทีว่าถ้าแก้ไขโจทย์/ตัวอย่างแล้วเนื้อหาตรงนี้จะเข้าใจมากขึ้นไหม?.

มีการปรับเนื้อหา และอธิบายให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ


ree

สำหรับคนที่ยังใหม่ ไม่ต้องเครียดนะคะ เราสามารถเริ่มต้นได้จาก:

  1. ทำความเข้าใจงบ 3 ตัวก่อน - งบกำไรขาดทุน งบดุล งบกระแสเงินสด

  2. ลองคำนวณ 2-3 อัตราส่วนง่ายๆ - เริ่มจาก Current Ratio กับ Net Profit Margin

  3. เปรียบเทียบกับเดือนที่แล้ว - ดูแนวโน้มไปในทิศทางไหน

  4. ค่อยๆ เพิ่มความซับซ้อน - พอเข้าใจแล้วค่อยดูอัตราส่วนอื่นๆ

จำไว้ว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยชี้สัญญาณในธุรกิจ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เรานำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดได้หรือไม่ การวิเคราะห์งบการเงินจึงไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ทักษะจำเป็น” สำหรับเจ้าของกิจการทีมบริหาร เจ้าของธุรกิจ SME ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคนที่กำลังพิจารณาการลงทุนเช่นกันค่ะ


ยิ่งถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ซับซ้อน ขึ้น เช่น รายได้จากหลายช่องทาง ต้นทุนที่ผันผวน หรือมีโปรเจกต์ระยะยาวที่ต้องทยอยรับรู้รายได้ การวิเคราะห์เหล่านี้อาจต้องอาศัย “ความชำนาญเฉพาะทาง” เพื่อมองแนวโน้มธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

ABS Valuation มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์งบการเงิน การประเมินมูลค่าธุรกิจ และการตีความตัวเลขให้เข้าใจง่าย พร้อมช่วยคุณ:

  • อ่านภาพรวมการเงินธุรกิจอย่าง “กระจ่าง”

  • วางแผนเติบโตบนพื้นฐานที่แข็งแรง

  • เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุน การขอสินเชื่อ หรือการประเมินมูลค่ากิจการ


หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม ติดต่อเราได้เลยค่ะ เรายินดีเป็นเพื่อนร่วมคิดของคุณในทุกการตัดสินใจสำคัญ


อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com

คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com


 
 
bottom of page