ประเภทความเสี่ยงทางการเงินที่ควรทราบ วิธีการจัดการความเสี่ยง
- อาจารย์ทอมมี่ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

- Nov 19
- 2 min read

การทำธุรกิจก็เหมือนเดินทาง เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรระหว่างทาง บางครั้งอาจเจอฟ้าร้องฝนตก บางครั้งอาจเจอเส้นทางที่ขรุขระ แต่ถ้าเราเตรียมตัวดีและรู้จักวางแผนที่จะป้องกัน/จัดการ เราก็จะผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้
ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเล็กหรือใหญ่ ทุกธุรกิจล้วนต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ ความเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลต่อรายได้ กำไร หรือแม้กระทั่งความอยู่รอดของธุรกิจ การเข้าใจประเภทความเสี่ยง และมีแนวทางรับมือที่ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของกิจการและทีมบริหาร
มาดูกันว่ามีความเสี่ยงทางการเงินอะไรบ้างที่เราควรทราบ และจะรับมือกับแต่ละแบบได้อย่างไร
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจมี "เงินสดไม่เพียงพอ" สำหรับใช้จ่ายในกิจกรรมประจำวัน เช่น จ่ายค่าแรง ค่าวัตถุดิบ หรือค่าบริการต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ขายสินค้าแบบให้เครดิตลูกค้า 30 วัน แต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบทันที อาจทำให้เกิดช่องว่างของกระแสเงินสด (cash flow gap)
วิธีจัดการ
วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า (Cash Flow Forecast)
ต่อรองเครดิตกับซัพพลายเออร์
มีวงเงินสำรองฉุกเฉิน เช่น OD หรือเงินทุนหมุนเวียนจากธนาคาร
ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)
ความเสี่ยงด้านเครดิต คือ ความเสี่ยงที่ลูกค้า "ไม่จ่ายเงิน" หรือจ่ายเงินล่าช้า ซึ่งกระทบต่อรายได้ของกิจการโดยตรง
ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าให้ลูกค้าประจำแบบไม่เก็บเงินทันที แต่ลูกค้าคนนั้นประสบปัญหาการเงินและเบี้ยวหนี้
วิธีจัดการ
ตรวจสอบประวัติลูกค้าก่อนให้เครดิต
กำหนดวงเงินและเงื่อนไขการชำระให้ชัดเจน
ใช้ประกันภัยทางการค้า หรือเก็บเงินล่วงหน้าบางส่วน
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk)
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน คือ หากธุรกิจของคุณมีการนำเข้า-ส่งออก หรือทำธุรกรรมกับต่างประเทศ ความผันผวนของค่าเงินอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือรายได้ลดลง
ตัวอย่างเช่น คุณสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศตอนที่ค่าเงินบาทแข็ง แต่ตอนต้องจ่ายเงินกลับอ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนสูงกว่าที่คาดไว้
วิธีจัดการ
ใช้สัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เช่น Forward Contract
เปิดบัญชีเงินตราต่างประเทศกับธนาคาร
เจรจาราคาสินค้าเป็นเงินบาท ถ้าเป็นไปได้
ความเสี่ยงด้านต้นทุนและราคาสินค้า (Cost & Price Risk)
ความเสี่ยงด้านต้นทุนและราคาสินค้า คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากราคาวัตถุดิบผันผวน ทำให้ต้นทุนสินค้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร โลหะ หรือพลังงาน
ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากตลาดสด หากราคาผักหรือเนื้อสัตว์ขึ้นกระทันหัน อาจทำให้กำไรลดลงมาก
วิธีจัดการ
ทำสัญญาระยะยาวกับซัพพลายเออร์เพื่อกำหนดราคา
มีสูตรต้นทุนสำรอง หรือเปลี่ยนวัตถุดิบตามฤดูกาล
ปรับราคาขายอย่างยืดหยุ่นเมื่อจำเป็น
ความเสี่ยงด้านภาษีและกฎหมาย (Tax & Regulatory Risk)
ความเสี่ยงด้านภาษีและกฎหมาย คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐ ภาษี หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น รัฐออกกฎหมายใหม่ที่ส่งผลต่อวิธีคิดภาษี หรือต้องยื่นรายงานรูปแบบใหม่ภายในเวลาอันสั้น
วิธีจัดการ
ติดตามข่าวสารจากกรมสรรพากรและหน่วยงานรัฐ
ปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาด้านภาษีเป็นประจำ
เตรียมระบบบัญชีที่สามารถปรับตามข้อกำหนดใหม่ได้
ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนภายนอก (External Risk)
ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนภายนอก คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด การเมือง หรือวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์โควิด-19 ที่ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดชั่วคราว บางธุรกิจต้องปิดตัวลงหรือยอดขายลดลงกว่าเดิมไปมาก
วิธีจัดการ
กระจายความเสี่ยง เช่น ไม่พึ่งพาลูกค้ากลุ่มเดียวมากเกินไป
วางแผนธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ไว
ทำประกันความเสี่ยงในบางกรณี เช่น ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
ตัวอย่าง “ธุรกิจขายของขวัญตามเทศกาล”

หากคุณ คือ เจ้าของธุรกิจวางแผนทำ ชุดของขวัญปีใหม่ สำหรับขายให้ทั้งองค์กร (B2B) และลูกค้าทั่วไป (B2C) โดยรับพรีออเดอร์ล่วงหน้า 1 เดือน ใช้วัตถุดิบหลากหลาย เช่น ขนม, ชา, แก้วน้ำ, สินค้าทำมือ และใช้กล่องบรรจุที่ต้องสั่งทำเฉพาะ
มาดูกันค่ะ…ว่าเราจะใช้วิธีรับมือตามความเสี่ยงทั้ง 6 ในสถานการณ์นี้อย่างไร
การจัดการความเสี่ยง | วิธีรับมือ |
1. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) |
|
2. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) |
|
3. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Risk) |
|
4. ความเสี่ยงด้านต้นทุนและราคาสินค้า (Cost & Price Risk) |
|
5. ความเสี่ยงด้านภาษีและกฎหมาย (Tax & Regulatory Risk) |
|
6. ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนภายนอก (External Risk) |
|
วิธีการจัดการความเสี่ยงแบบง่ายๆ

หากยังไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไรดี ลองใช้แนวคิด “รู้ก่อน เตรียมก่อน ปรับไว” เพื่อเตรียมให้ธุรกิจของคุณรับมือกับความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ทันท่วงที
กฎ 3 ข้อ จำง่ายๆ
รู้ก่อน: สำรวจให้แน่ชัดว่าธุรกิจของคุณอาจเจอความเสี่ยงประเภทไหนบ้าง เช่น ขาดทุนเพราะราคาต้นทุนขึ้นเร็ว หรือลูกค้าจ่ายเงินช้า
เตรียมก่อน: วางแผนและเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า เช่น เก็บเงินสำรองไว้ให้พออย่างน้อย 3-6 เดือน และจัดทำแผนสำรองหากรายได้ลดลงกระทันหัน
ปรับไว: เมื่อเจอปัญหาจริง อย่ารอให้บานปลาย ปรับกลยุทธ์หรือวิธีดำเนินธุรกิจให้เร็วที่สุด เช่น ปรับเงื่อนไขการขาย เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย หรือเจรจาเงื่อนไขใหม่กับคู่ค้า
ธุรกิจที่ดีต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง
การบริหารความเสี่ยงทางการเงินไม่ใช่เรื่องของ "การกลัวความเสี่ยง" แต่คือ "การเตรียมตัวรับมือ" อย่างมีแบบแผนค่ะ เพราะต่อให้ธุรกิจจะเติบโตดีแค่ไหน ถ้าเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดโดยไม่มีแผนรองรับ ก็อาจสะดุดได้เช่นกัน
โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ธุรกิจต้องเผชิญกับทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจ วิกฤตการณ์ระดับโลก การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การมีแผนบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป
หากคุณไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านใด หรืออยากได้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์ ตรวจสอบ และวางแผนรับมืออย่างครอบคลุม รวมถึงให้คำแนะนำด้านการวางแผนภาษีเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ABS Valuation ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ เราพร้อมเดินไปกับคุณทุกการตัดสินใจสำคัญ
อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979E - mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com
คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060E - mail: abs.office@actuarialbiz.com



