5 แนวคิดของการให้ผลตอบแทนพนักงานในรูปแบบหุ้น ที่องค์กรควรรู้
- อาจารย์ทอมมี่ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

- Jun 26
- 1 min read
Updated: Jul 7

เมื่อองค์กรต้องการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ แต่มีข้อจำกัดด้านการเงิน การให้ผลตอบแทนในรูปแบบหุ้นหรือที่เรียกว่า Share-based Payment จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นที่นิยมกัน โดยการให้ผลตอบแทนในรูปแบบของหุ้นนั้นไม่เป็นเพียงการให้ผลตอบแทนในเชิงการเงิน (สินทรัพย์) แต่ยังเป็นการมอบสิทธิความเป็นเจ้าของในกิจการแก่พนักงาน แทนการจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสดเพียงอย่างเดียว
แม้แนวคิดดังกล่าวอาจดูเป็นเรื่องเฉพาะทาง แต่ในทางปฏิบัติ Share-based Payment มีรายละเอียดด้านบัญชีและการประเมินมูลค่าที่องค์กรควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
5 แนวคิดสำคัญที่ช่วยให้เห็นภาพและเข้าใจหลักการดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
Share-based Payment คืออะไร และทำไมบริษัทถึงใช้
Share-based Payment คือการที่บริษัทมอบหุ้น สิทธิในการซื้อหุ้น หรือผลตอบแทนที่อ้างอิงกับราคาหุ้นให้กับพนักงานหรือบุคคลภายนอกเพื่อแลกกับสินค้าหรือบริการ
ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ยังไม่มีเงินจ้างเชฟมือดี เลยเสนอว่า "มาทำงานกับเรา แล้วได้หุ้นร้าน 5%" เมื่อร้านเติบโต หุ้นที่เชฟถือก็จะมีมูลค่ามากขึ้นตามไปด้วย ทั้งสองฝ่ายจึงได้ประโยชน์ร่วมกัน
เหตุผลหลักที่บริษัทนิยมใช้วิธีนี้คือ ช่วยประหยัดเงินสด สร้างแรงจูงใจให้พนักงานทุ่มเททำงานเพราะรู้สึกเป็นเจ้าของ และช่วยรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว
ประเภทของการจ่ายด้วยหุ้น: จ่ายด้วยตราสารทุน vs จ่ายด้วยเงินสด
Share-based Payment แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
แบบที่จ่ายด้วยตราสารหุ้น (Equity-settled) คือการที่พนักงานได้รับหุ้นหรือสิทธิซื้อหุ้นจริง ๆ เช่น โครงการ ESOP (Employee Stock Option Plan) ที่ให้สิทธิพนักงานซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อราคาหุ้นในตลาดสูงขึ้น พนักงานจะได้กำไรจากส่วนต่าง
แบบที่จ่ายด้วยเงินสด (Cash-settled) คือการจ่ายเงินสดที่อ้างอิงกับราคาหุ้น เช่น โครงการที่เรียกว่า Phantom Shares หรือ Share Appreciation Rights ที่พนักงานไม่ได้ถือหุ้นจริง แต่ได้รับเงินตามมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น
ความแตกต่างนี้สำคัญมากในแง่บัญชี เพราะวิธีการบันทึกและการวัดมูลค่าจะต่างกันอย่างชัดเจน
เงื่อนไขการได้รับสิทธิ (Vesting Conditions)
หลายโครงการไม่ได้ให้หุ้นทันที แต่จะมีเงื่อนไขที่พนักงานต้องทำให้สำเร็จก่อน เรียกว่า Vesting Conditions หรือเงื่อนไขการได้รับสิทธิ
เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ที่ต้องรดน้ำดูแลครบตามเวลาถึงจะออกผล เงื่อนไขนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ เงื่อนไขด้านระยะเวลา (เช่น ต้องทำงานครบ 3 ปี) และ เงื่อนไขด้านผลงาน (เช่น บริษัทต้องมียอดขายถึงเป้า หรือราคาหุ้นต้องแตะระดับที่กำหนด)
เงื่อนไขเหล่านี้มีผลต่อการคำนวณค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องบันทึกในแต่ละงวดบัญชีทำให้องค์กรต้องวางแผนและประเมิน อย่างรอบคอบ
การวัดมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) เป็นหัวใจสำคัญ
จะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นหรือสิทธิที่ให้ไปมีมูลค่าเท่าไหร่? นี่คือจุดที่การประเมิน มูลค่ายุติธรรม (Fair Value) เข้ามามีบทบาท
สำหรับหุ้นทั่วไป การหามูลค่าอาจไม่ยากนัก แต่สำหรับสิทธิในการซื้อหุ้น (Options) การประเมินซับซ้อนขึ้นมาก เพราะต้องใช้แบบจำลองทางการเงิน เช่น Black-Scholes Model หรือ Binomial Model ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ทั้งราคาหุ้นปัจจุบัน ราคาใช้สิทธิ ความผันผวนของราคาหุ้น และอายุของสิทธิ
ด้วยเหตุนี้ องค์กรจึงมักต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าในการกำหนดมูลค่าที่เหมาะสม เนื่องจากผลการประเมินดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการรับรู้รายการในงบการเงิน การประเมินที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสขององค์กรได้
มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้องและผลกระทบต่องบการเงิน
ในประเทศไทย การบันทึกบัญชีสำหรับ Share-based Payment อยู่ภายใต้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 2 (TFRS 2) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล IFRS 2
หลักการสำคัญคือ บริษัทต้องบันทึกผลตอบแทนที่ให้ไปในรูปหุ้นเป็น “ค่าใช้จ่าย” ในงบกำไรขาดทุน แม้ว่าไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดออกไปก็ตาม ค่าใช้จ่ายนี้จะถูกทยอยรับรู้ตลอดช่วงเวลาที่พนักงานต้องทำงานเพื่อให้ได้สิทธิ
ผลกระทบที่ตามมาคือ กำไรสุทธิของบริษัทอาจลดลงในช่วงที่มีโครงการเหล่านี้ ดังนั้นองค์กรจึงควรเข้าใจทั้งมุมบัญชีและมุมการสื่อสารกับนักลงทุนให้ชัดเจน
สรุป

Share-based Payment เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างแรงจูงใจและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ แต่ก็มาพร้อมความซับซ้อนทั้งด้านการประเมินมูลค่าและการบันทึกบัญชี การทำความเข้าใจทั้ง 5 แนวคิดนี้จะช่วยให้องค์กรวางแผนและดำเนินโครงการได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส
สำหรับองค์กรที่อยู่ระหว่างการวางแผนจัดทำโครงการ Share-based Payment หรือมีการกำหนดผลตอบแทนพนักงานในรูปแบบหุ้น
ABS Valuation มีประสบการณ์ในการให้บริการด้านการประเมินมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงิน สิทธิในการซื้อหุ้น (Stock Options) และรายการที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน TFRS 2 โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้าน Financial Engineering และ Actuarial Science ที่มีความเข้าใจทั้งด้านการเงิน การประเมินมูลค่า และมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง
การประเมินมูลค่าที่ดีไม่ใช่เพียงการคำนวณตัวเลขให้ถูกต้อง แต่ต้องสามารถอธิบายที่มา สมมติฐาน และผลกระทบทางบัญชีได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าใจข้อมูลได้ตรงกัน
สามารถติดต่อทีม ABS Valuation เพื่อพูดคุยและปรึกษาแนวทางเบื้องต้น
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com
คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com



