TFRS 15 รายได้จากสัญญาที่ทํากับลูกค้า และวิธีบันทึกบัญชีตาม TFRS 15
- อาจารย์ทอมมี่ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

- Aug 19
- 2 min read
Updated: Aug 21

TFRS 15 รายได้จากสัญญาที่ทํากับลูกค้า คืออะไร?
TFRS 15 หรือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 ว่าด้วย “รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า” คือหลักเกณฑ์ที่บอกว่าเราควรบันทึกรายได้ตอนไหน และบันทึกจำนวนเท่าไหร่ให้ตรงกับความเป็นจริงของธุรกิจ พูดง่าย ๆ คือ TFRS 15 ทำให้การบันทึกรายได้ของบริษัทดูโปร่งใส เป็นมาตรฐานเดียวกัน และทำให้ผู้ใช้งบการเงินเข้าใจตรงกัน
นอกจากนี้ TFRS 15 กำหนดให้ธุรกิจบันทึกรายได้เมื่อทำงานหรือส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงกับลูกค้าเสร็จแล้ว ไม่ใช่แค่ตอนออกบิลหรือเก็บเงิน รายได้ต้องเกิดจากงานที่ทำสำเร็จจริง ไม่ใช่แค่มีเอกสารหรือรับเงินมาก่อน
ตัวอย่างง่าย ๆ :
เช่น บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษตามแบบของลูกค้า โดยในสัญญาระบุเพียงว่า บริษัทจะต้องจัดส่งเฟอร์นิเจอร์ไปยังสถานที่ของลูกค้าโดยไม่มีการติดตั้งหรือประกอบเพิ่มเติม เมื่อบริษัทจัดส่งสินค้าเสร็จ และลูกค้าตรวจรับตามที่ตกลงกันไว้ บริษัทสามารถรับรู้รายได้จากการขายได้ทันที ณ จุดที่มีการส่งมอบและลูกค้าได้รับการควบคุมในตัวสินค้า แม้ว่าสินค้าจะผลิตเสร็จมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม
กรณีนี้ต่างจากสัญญาที่ต้องมีการติดตั้ง เพราะไม่มีภาระผูกพันเพิ่มเติมหลังการส่งมอบ รายได้จึงสามารถรับรู้ได้เร็วขึ้นภายใต้หลักการควบคุมตาม TFRS 15
หลักการ 5 ขั้นตอนของ TFRS 15 (Five Step Model)

TFRS 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า จะมีหลักอยู่ 5 อย่าง ดังนี้
ระบุสัญญากับลูกค้า – ต้องมีข้อตกลงชัดเจนทั้งสองฝ่าย ว่าจะขายอะไร ส่งมอบยังไง เก็บเงินยังไง
ระบุสิ่งที่ต้องส่งมอบ – แยกให้ชัดว่าสัญญาต้องส่งอะไรให้ลูกค้า เช่น ขายสินค้าพร้อมติดตั้งหรือขายเฉพาะสินค้า
กำหนดราคาที่จะได้รับ – ราคาที่คาดว่าจะได้รับตามสัญญา
จัดสรรราคาตามสิ่งที่ต้องส่งมอบ – ถ้าสัญญามีหลายอย่าง ให้แยกว่าราคาส่วนไหนเป็นของสินค้า ส่วนไหนเป็นของบริการ
บันทึกรายได้เมื่อส่งมอบงานเสร็จ – รายได้เกิดเมื่อทำตามข้อตกลงแล้ว
วิธีบันทึกบัญชีตาม TFRS 15
แต่ละธุรกิจมีวิธีการเรียกเก็บเงินและให้บริการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า บริการ และข้อตกลงกับลูกค้า ดังนั้น วิธีบันทึกรายได้ตาม TFRS 15 จึงต้องแตกต่างกันไปในแต่ละกรณีค่ะ อย่างไรก็ตาม…หัวใจสำคัญยังคงเหมือนกันคือ “รายได้เกิดเมื่อส่งมอบงานที่ลูกค้าตกลงไว้แล้ว”
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาดูกันค่ะ ว่าในแต่ละกรณี เราควรบันทึกรายได้อย่างไร
เราจะแบ่งเป็น 2 กรณี ตามนี้
ถ้าทำงานเสร็จไปแล้วในแต่ละเดือน (และออกบิลเก็บเงิน)
เดบิต: ลูกหนี้การค้า (เพราะลูกค้าต้องจ่ายเงิน)
เครดิต: รายได้จากการให้บริการ
ถ้าลูกค้าจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนเริ่มงาน (เช่น เก็บค่าสัญญาบริการล่วงหน้า 1 ปี)
เดบิต: เงินสด
เครดิต: รายได้รับล่วงหน้า (ยังไม่ถือว่าเป็นรายได้ เพราะยังไม่ได้ทำงาน)
แล้วเมื่อทำงานเสร็จแต่ละงวด
เดบิต: รายได้รับล่วงหน้า
เครดิต: รายได้จากการให้บริการ
ตัวอย่าง :
(1) ถ้าคุณให้บริการบำรุงรักษาเครื่องจักร โดนที่ค่าสัญญาอยู่ที่ 120,000 บาทต่อปี และ ลูกค้าเลือกที่จะจ่ายล่วงหน้า ดังนั้น คุณต้องบันทึกรายได้รับล่วงหน้า 120,000 บาท แล้วทยอยโอนเป็นรายได้เดือนละ 10,000 บาท เมื่อทำงานแต่ละเดือนเสร็จ
ซึ่งเข้ากับกรณีที่ 2 ตามที่อธิบายข้างต้นค่ะ เพราะลูกค้าจ่ายเงินล่วงหน้า แต่บริษัทต้องทยอยทำงานให้ครบตลอดปี กรณีนี้บันทึกบัญชีแบบนี้:
วันที่รับเงินล่วงหน้า:
เดบิต: เงินสด 120,000 บาท
เครดิต: รายได้รับล่วงหน้า 120,000 บาท
เมื่อทำงานเสร็จในแต่ละเดือน (เดือนละ 10,000 บาท):
เดบิต: รายได้รับล่วงหน้า 10,000 บาท
เครดิต: รายได้จากการให้บริการ 10,000 บาท
(2) ถ้าคุณขายเครื่องจักรพร้อมบริการติดตั้ง โดยราคาขายเครื่องจักร 950,000 บาท และค่าติดตั้ง 50,000 บาท ลูกค้าตกลงจ่ายเงินทั้งหมดตอนรับเครื่องซึ่งเข้ากับทั้งกรณีที่ 1 และ 2 ผสมกัน เพราะเป็นการขายสินค้า + บริการติดตั้ง ซึ่งต้องแยกบันทึกรายได้ตามงานที่ส่งมอบเสร็จ
ส่วนราคาขายเครื่องจักร 950,000 บาท → เข้ากับกรณีที่ 1 เพราะเครื่องจักรส่งมอบได้เลย สามารถบันทึกรายได้ทันที:
เดบิต: ลูกหนี้การค้า (หรือเงินสด) 950,000 บาท
เครดิต: รายได้จากการขายเครื่องจักร 950,000 บาท
ส่วนค่าติดตั้ง 50,000 บาท → เข้ากับกรณีที่ 2 เพราะยังไม่ได้ติดตั้ง ต้องบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้าก่อน แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อทำงานเสร็จ:
วันที่รับเงิน:
เดบิต: ลูกหนี้การค้า (หรือเงินสด) 50,000 บาท
เครดิต: รายได้รับล่วงหน้า 50,000 บาท
เมื่อทำการติดตั้งเสร็จ:
เดบิต: รายได้รับล่วงหน้า 50,000 บาท
เครดิต: รายได้จากการให้บริการติดตั้ง 50,000 บาท
สิ่งที่ต้องระวังเวลาบันทึก
อย่าบันทึกรายได้ก่อนทำงานเสร็จ เพราะจะผิดมาตรฐาน
ถ้าสัญญาเปลี่ยน ต้องปรับการรับรู้รายได้ให้ถูกต้องตามสัญญาใหม่
ต้องแยกให้ชัดว่างานไหนเสร็จแล้ว งานไหนยังไม่เสร็จ
สุดท้ายนี้ ทำไมหลายบริษัทต้องให้ความสำคัญกับ TFRS 15?
TFRS 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า ไม่ใช่แค่กฎที่ต้องทำตามเพื่อให้บัญชีถูกต้อง แต่ยังเป็นแนวทางที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นรายได้ของตัวเองได้ชัดขึ้นว่างานไหนเสร็จแล้วจริง งานไหนยังต้องทำ ลองจินตนาการดูนะคะ ถ้าบริษัทบันทึกรายได้เร็วเกินไป ทั้งที่งานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เช่น ขายสินค้าแล้ว แต่ยังต้องไปติดตั้งหรืออบรมเพิ่ม ถ้าบันทึกเป็นรายได้เต็มจำนวนไปแล้ว แต่สุดท้ายติดปัญหา ส่งมอบไม่ครบ หรือโดนลูกค้าขอเงินคืน บริษัทจะเจอปัญหาใหญ่ทันที เพราะรายได้ที่บันทึกไปแล้วต้องมาแก้ไขย้อนกลับ หรือคืนเงิน ซึ่งจะทำให้งบการเงินดูไม่โปร่งใส และอาจเสียความน่าเชื่อถือ
ในทางกลับกัน ถ้าบริษัทบันทึกรายได้ตาม TFRS 15 รายงานการเงินที่ออกมาก็จะสะท้อนงานจริงที่ทำเสร็จแล้ว ทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมธุรกิจได้ชัด เช่น เห็นเลยว่างานส่วนไหนทำเสร็จและรับรู้รายได้แล้ว งานไหนยังต้องทำต่อ ผู้บริหารก็วางแผนการเงิน การส่งมอบงาน และการเก็บเงินได้แม่นยำขึ้น
อีกข้อดีสำคัญคือ “มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 15” ช่วยให้คุยกับผู้สอบบัญชีได้ง่ายขึ้น เพราะ ทุกฝ่ายใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ต้องตีความ ชี้แจงกันใหม่ทุกครั้ง และลดความเสี่ยงเวลาตรวจสอบหรือโดนถามว่ารายได้ที่บันทึกถูกต้องหรือไม่ด้วยค่ะ
ติดต่อเราได้ที่ :
อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com
คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com
ABS Valuation พร้อมเดินไปกับคุณในทุกการตัดสินใจสำคัญ



