5 ประเด็นสำคัญที่บริษัทมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ TFRS 16 สัญญาเช่า
- อาจารย์ทอมมี่ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

- Jul 17
- 1 min read
Updated: 3 days ago

ตั้งแต่มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 หรือ TFRS 16 สัญญาเช่า มีผลบังคับใช้ วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสัญญาเช่าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับฝั่งผู้เช่า แต่ในทางปฏิบัติหลายบริษัทยังเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายจุด ซึ่งอาจส่งผลให้งบการเงินผิดพลาดได้
5 ประเด็นที่ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นนักบัญชีมืออาชีพ
เข้าใจผิดว่าสัญญาเช่าทุกแบบยังบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของ TFRS 16 สัญญาเช่า ที่สุดคือ คิดว่าค่าเช่ายังคงลงเป็น "ค่าเช่าจ่าย" ในงบกำไรขาดทุนเหมือนแต่ก่อนและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในงบแสดงฐานะการเงิน
งบการเงิน | แบบเดิม (ก่อน TFRS 16) | แบบใหม่ (TFRS 16) |
1. งบแสดงฐานะการเงินหรืองบดุล | ฝั่งสินทรัพย์: ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ฝั่งหนี้สิน: ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
(บันทึกเป็นรายการนอกงบดุล หรือ Off-Balance Sheet) | ฝั่งสินทรัพย์: เพิ่มบัญชี "สินทรัพย์สิทธิการใช้" (ROU Asset) ฝั่งหนี้สิน: เพิ่มบัญชี "หนี้สินตามสัญญาเช่า" (Lease Liability) (ยอดจะค่อยๆ ลดลงทั้งคู่เมื่อเวลาผ่านไป) |
2. งบกำไรขาดทุน | บันทึกเป็น "ค่าเช่าจ่าย" บรรทัดเดียวตรงๆ • ยอดค่าใช้จ่ายคงที่เท่ากันทุกปี • อยู่ในส่วน "ค่าใช้จ่ายในการบริหาร" (ก่อน EBIT) | แยกบันทึกเป็น 2 บรรทัด: 1. "ค่าเสื่อมราคา-สินทรัพย์สิทธิการใช้" (อยู่ในค่าใช้จ่ายบริหาร) 2. "ต้นทุนทางการเงิน" (ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หลัง EBIT) • ยอดรวมค่าใช้จ่ายจะสูงในกลุ่มปีแรกๆ และค่อยๆ ลดลง |
เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนการเช่าออฟฟิศระยะยาว 5 ปี เดิมเราอาจมองว่าเป็นแค่ค่าเช่ารายเดือน แต่มาตรฐานใหม่มองว่า การที่เราได้สิทธิใช้พื้นที่นั้นตลอด 5 ปี ก็เหมือนการถือ "สินทรัพย์" อย่างหนึ่ง และมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายตามมาด้วย
คิดว่าทุกสัญญาเช่าต้องนำขึ้นงบเสมอ
อีกด้านหนึ่งที่เข้าใจผิดคือ คิดว่าทุกสัญญาเช่าต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมด โดยไม่มีข้อยกเว้น
ความจริงแล้วมาตรฐานเปิดช่องให้มีข้อยกเว้น 2 กรณีหลัก คือ
สัญญาเช่าระยะสั้น (Short-team Lease) ที่มีอายุไม่เกิน 12 เดือน และ
สัญญาเช่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำ (Low-value Asset) เช่น การเช่าเครื่องพิมพ์เอกสารหรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กบางรายการ
โดยทั้ง 2 กรณีนี้ บริษัทสามารถเลือกบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายตรง ๆ ได้เหมือนเดิม ไม่ต้องนำขึ้นงบแสดงฐานะการเงิน ซึ่งจะสามารถช่วยลดภาระงานบัญชีลงได้พอสมควร
ประเมินอายุสัญญาเช่าผิดพลาด
หลายบริษัทคิดเพียงว่าอายุสัญญาเช่า คือ ระยะเวลาที่เขียนไว้ในเอกสารเท่านั้น แต่ความเป็นจริงนั้นอาจซับซ้อนกว่าที่คิด
TFRS 16 สัญญาเช่า กำหนดให้ต้องพิจารณา “สิทธิในการต่ออายุ” และ “สิทธิในการยกเลิก” เข้าด้วยกัน โดยหากบริษัทมีความตั้งใจที่จะใช้สิทธิต่ออายุค่อนข้างแน่นอน ก็ต้องนำระยะเวลาส่วนนั้นมารวมในการคำนวณด้วย
ลองนึกถึงสัญญาเช่าหน้าร้าน 3 ปี ที่มีสิทธิต่ออายุได้อีก 3 ปี หากทำเลดีและบริษัทตั้งใจอยู่ยาว ก็ต้องประเมินอายุสัญญาเป็น 6 ปี ไม่ใช่ 3 ปี การประเมินจุดนี้ผิดหรือคลาดเคลื่อนไปจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินคลาดเคลื่อนไปทั้งหมด
ใช้อัตราคิดลดผิดหรือไม่ได้คำนวณมาอย่างเหมาะสม
เนื่องจากภายใต้มาตรฐาน TFRS 16 สัญญาเช่านั้นต้องคำนวณมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าที่จะจ่ายในอนาคต บริษัทจึงต้องใช้ “อัตราคิดลด” (Discount Rate) ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนมองข้ามหรือเลือกใช้ตัวเลขแบบสุ่ม ๆ แทน
ความจริงแล้ว ควรเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยตามนัยของสัญญาเช่าก่อน แต่ถ้าหากไม่สามารถหาได้ ก็ใหพิจารณาใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่มของผู้เช่า (Incremental Borrowing Rate, IBR) ซึ่งสามารถสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมจริงของบริษัทได้เช่นกัน
โดยอัตราคิดลดนี้มีผลอย่างมากต่อมูลค่าหนี้สินที่บันทึก หากเลือกอัตราคิดลดสูงหรือต่ำเกินไป มูลค่าที่ได้ก็จะบิดเบือนและกระทบต่อทั้งงบแสดงฐานะการเงินและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยในแต่ละ
ลืมว่าค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนเปลี่ยนรูปแบบไป
ความเข้าใจผิดสุดท้ายคือ คิดว่าค่าใช้จ่ายรวมตลอดอายุสัญญาจะเท่าเดิม และกระจายเท่ากันทุกปี
ภายใต้ TFRS 16 สัญญาเช่า ค่าเช่าจะถูกแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์สิทธิการใช้ และดอกเบี้ยจ่ายหนี้สินตามสัญญาเช่า
ผลที่ตามมา คือ ในช่วงปีแรก ๆ ค่าใช้จ่ายรวมจะสูงกว่าปีท้าย ๆ เพราะดอกเบี้ยคำนวณจากยอดหนี้คงเหลือที่ยังมากเปรียบเสมือนการผ่อนรถที่ช่วงแรกดอกเบี้ยเยอะ พอผ่านไปเรื่อย ๆ ดอกเบี้ยก็ลดลงเนื่องจากยอดหนี้คงเหลือลดลง รูปแบบที่เกิดขึ้นนี้ทำให้กำไรในช่วงต้นของสัญญาดูลดลง ซึ่งบริษัทควรทำความเข้าใจและสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ชัดเจน
สรุป

TFRS 16 สัญญาเช่า ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีบันทึกบัญชีเล็กน้อย แต่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างงบการเงินทั้งฝั่งสินทรัพย์ หนี้สิน และกำไรขาดทุน การเข้าใจคลาดเคลื่อนใน 5 ประเด็นข้างต้นนั้น อาจทำให้งบการเงินผิดพลาดและกระทบความน่าเชื่อถือขององค์กรได้
เพราะ TFRS 16 มีความซับซ้อนสูง การคำนวณมูลค่าสินทรัพย์ สิทธิการใช้และการกำหนดอัตราคิดลดจึงต้องมีความเหมาะสม การปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินที่เชี่ยวชาญ จะช่วยลดความผิดพลาดในการรายงานงบการเงิน พร้อมรองรับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีได้อย่างถูกต้องและโปร่งใสในทุกขั้นตอน
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
คุณศุภิชา ตั้งวิมลวุฒิวงศ์ Tel: (+66) 87-100-7199 E-mail: supicha@actuarialbiz.com
คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com



