top of page

6 เรื่องสำคัญที่ CFO (Chief Financial Officer) ควรรู้ก่อนเลือกใช้บริการคำนวณและให้คำปรึกษา TFRS 9

Updated: May 28

6 เรื่องสำคัญที่ CFO (Chief Financial Officer)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐานบัญชี TFRS 9 (Thai Financial Reporting Standard 9) มากขึ้น โดยเฉพาะกับบริษัทที่มีสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น ลูกหนี้การค้า เงินให้กู้ยืม หรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่น อันเนื่องมาจากมาตรฐานนี้มีผลโดยตรงต่องบการเงินของบริษัท ทั้งจากวิธีการประเมิน การตีความทาง “ความเสี่ยงด้านเครดิต” และการตั้งสำรองสำหรับสินทรัยพ์ที่มีความเสี่ยงหล่านั้น

โดยสำหรับ CFO (Chief Financial Officer) ที่เป็นผู้รับผิดชอบการดูแลสุขภาพทางการเงินขององค์กร การวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การรายงานทางการเงิน และการควบคุมดูแลกิจกรรมทางการเงินทั้งหมดการจะเลือกบริษัทที่มาช่วยคำนวณและให้คำปรึกษาเรื่อง TFRS 9 จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคบัญชี แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ความน่าเชื่อถือของงบการเงินและการตัดสินใจขององค์กรในระยะยาว


6 ประเด็นที่ CFO ควรรู้ก่อนเลือกใช้บริการ TFRS 9

  1. เข้าใจว่า TFRS 9 คืออะไร และเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร

TFRS 9 คือมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวกับการรายงานสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ที่จำกัดเพียงแค่

  • ลูกหนี้การค้า

  • เงินให้กู้ยืม

  • การลงทุน

  • ตราสารทางการเงินต่าง ๆ


โดยหัวใจสำคัญของมาตรฐานนี้คือ การประเมินความเสี่ยงที่ลูกหนี้จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต แล้วนำพิจารณาเป็น ค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์ทางการเงินนั้น ๆ


  1. เข้าใจถึงวิธีคำนวณนั้นจำเป็นต้องอิงข้อมูลจริงของธุรกิจ

การคำนวณ TFRS 9 ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้เหมือนกันทุกบริษัท เพราะว่าความเสี่ยงของแต่ละบริษัทนั้นไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น

  • ธุรกิจค้าปลีก → ลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นระยะสั้น

  • ธุรกิจไฟแนนซ์ → มีสินเชื่อระยะยาว

  • ธุรกิจอสังหาฯ → ลูกหนี้เป็นโครงการใหญ่

ซึ่ง CFO ที่เชี่ยวชาญนั้นจะเลือกที่ปรึกษาที่สามารถ

  • วิเคราะห์ โครงสร้างลูกหนี้ของบริษัท

  • ใช้ ข้อมูลประวัติการชำระเงินย้อนหลัง

  • สร้าง โมเดลการคำนวณที่เหมาะกับธุรกิจ


เพราะเข้าใจถึงโครงสร้างและกลุ่มลูกค้าของบริษัทรวมไปถึงการบริหารธุรกิจ ดังนั้นหากเลือกที่ปรึกษาที่ใช้ตัวเลขแบบ “ค่าเฉลี่ยทั่วไป” โดยไม่ทำความเข้าใจการทำธุรกิจและดูข้อมูลจริงของบริษัท อาจทำให้ผลการคำนวณนั้นคลาดเคลื่อนได้


  1. โมเดลคำนวณต้องอธิบายได้

การคำนวณตามมาตรฐาน TFRS 9 มักใช้โมเดลทางสถิติหรือโมเดลทางการเงินซึ่งอาจดูซับซ้อนในทางเทคนิค แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การได้ “ตัวเลขผลลัพธ์” เท่านั้น สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กันคือต้องสามารถอธิบายได้ว่าตัวเลขนั้นมาจากไหน คำนวณอย่างไร และที่สำคัญสะท้อนความเสี่ยงของบริษัทได้อย่างไร


โดยทั่วไป การคำนวณค่าเผื่อหนี้สูญภายใต้ TFRS 9 จะใช้แนวคิดที่เรียกว่า ECL (Expected Credit Loss) หรือ “การคาดการณ์ความเสียหายจากการที่ลูกหนี้อาจไม่จ่ายหนี้ในอนาคต”


โมเดล ECL มักประกอบด้วยตัวแปรหลัก 3 ตัว ได้แก่

  1. PD (Probability of Default)หมายถึง ความน่าจะเป็นที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้ พูดง่าย ๆ คือ โอกาสที่ลูกหนี้จะไม่สามารถจ่ายเงินคืนได้ตามกำหนด

  2. LGD (Loss Given Default)หมายถึง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากลูกหนี้ผิดนัดจริง เช่น หากลูกหนี้ค้างชำระ บริษัทอาจจะสามารถเรียกคืนเงินได้เพียงบางส่วน ทำให้เกิดความเสียหายบางส่วน

  3. EAD (Exposure at Default)หมายถึง มูลค่าหนี้คงค้างในช่วงเวลาที่เกิดการผิดนัดหรือจำนวนเงินที่บริษัทมีความเสี่ยงจะไม่ได้รับคืน


เมื่อนำทั้ง 3 ปัจจัยนี้มารวมกัน ก็จะช่วยให้บริษัทสามารถประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้และคำนวณค่าเผื่อหนี้สูญได้อย่างเป็นระบบ แม้ว่า CFO จะไม่จำเป็นต้องลงมือจัดทำโมเดลเหล่านี้ด้วยตนเอง เพราะสามารถจัดหาที่ปรึกษามาจัดทำโมเดลเหล่านี้ให้ได้ แต่ CFO ที่เชี่ยวชาญและเข้าใจธุรกิจนั้นจะเลือกผู้ให้บริการที่สามารถอธิบายวิธีการคำนวณได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และมีเอกสารรองรับ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเมื่อต้องนำไปใช้ประกอบงบการเงิน หรือใช้ในการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี


  1. ต้องรองรับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ ความสามารถในการรองรับการตรวจสอบ (Audit) ผู้สอบบัญชีมักจะตรวจสอบว่า

  • วิธีคำนวณสอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่

  • โมเดลมีเหตุผลรองรับหรือไม่

  • ข้อมูลที่ใช้มีความน่าเชื่อถือหรือไม่


หากการคำนวณไม่มีเอกสารประกอบหรือไม่มีเหตุผลชัดเจน อาจทำให้ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตได้


ดังนั้น ที่ปรึกษา TFRS 9 ที่ดีควรสามารถจัดทำรายงานวิธีคำนวณ สมมติฐานที่ใช้ และเอกสารประกอบโมเดล เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบได้อย่างราบรื่น

  1. ต้องเข้าใจทั้งบัญชีและการเงิน

TFRS 9 ไม่ใช่แค่เรื่องบัญชีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย เพราะการประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ต้องมองภาพรวมและทิศทางของธุรกิจรวมไปถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจร่วมด้วย


เพราะ การคำนวณ ECL (Expected Credit Loss) ที่ดีนั้นต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอีกด้วย เช่น

  • ภาวะเศรษฐกิจหากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว ธุรกิจจำนวนมากอาจมีรายได้ลดลง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามไปด้วย ความเสี่ยงที่ลูกหนี้จะผิดนัดชำระจึงมีโอกาสเพิ่มขึ้น

  • อัตราดอกเบี้ยการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสามารถส่งผลต่อภาระทางการเงินของลูกหนี้ได้ เช่น หากดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินของลูกค้าอาจเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการจ่ายหนี้ลดลง

  • แนวโน้มของอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมอาจมีความเสี่ยงมากกว่าช่วงเวลาอื่น เช่น หากอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการแข่งขันสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง หรือกำลังซื้อของตลาดลดลงก็อาจทำให้ลูกหนี้ในอุตสาหกรรมนั้นมีโอกาสผิดนัดชำระมากขึ้น


จะเห็นได้ว่าการคำนวณตามมาตรฐาน TFRS 9 จึงไม่ใช่แค่การนำตัวเลขมาคำนวณตามสูตร แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลหลายด้านรวมกัน ดังนั้น บริษัทที่ให้บริการด้านการคำนวณและให้คำปรึกษา TFRS 9 ควรมีทีมงานที่มีความรู้หลากหลายสาขา เพื่อให้การวิเคราะห์มีความรอบด้านมากขึ้น เช่น 

  • นักบัญชี ที่เข้าใจมาตรฐานรายงานทางการเงิน และวิธีนำผลการคำนวณไปใช้ในงบการเงิน

  • นักคณิตศาสตร์การเงิน (Financial Modeler) ที่สามารถพัฒนาโมเดลทางสถิติสำหรับการคาดการณ์ความเสี่ยง

  • นักวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analyst) ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้และปัจจัยเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง


เมื่อทีมงานมีความรู้ทั้งด้านบัญชี การเงิน และการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกัน จะช่วยให้โมเดลที่ใช้ในการคำนวณสะท้อนความเสี่ยงของธุรกิจได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น และทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือ และนำไปใช้ตัดสินใจต่อได้


  1. รายงานที่ได้ต้องนำไปใช้ต่อได้

สุดท้าย CFO ที่ดีจะมองเห็นว่าการคำนวณ TFRS 9 ไม่ใช่เพียงเพื่อ “ให้ผ่านมาตรฐานบัญชี” เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์และกำหนดทิศทางของธุรกิจได้ด้วย ตัวอย่างเช่น จากการวิเคราะห์ ECL บริษัทอาจมองเห็นว่าลูกหนี้บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูง อุตสาหกรรมบางประเภทมีโอกาสผิดนัดชำระมากขึ้น หรือ Credit Term ของบริษัทอาจยาวเกินไป


ข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้บริหารปรับนโยบายเครดิต ควบคุมความเสี่ยง และวางกลยุทธ์ธุรกิจได้ดีขึ้น ดังนั้นรายงาน TFRS 9 ที่ดีจึงไม่ควรมีแค่ตัวเลข แต่ควรมีการวิเคราะห์ที่ช่วยให้ธุรกิจนำไปใช้ตัดสินใจต่อได้จริง


ในความเป็นจริงการทำ TFRS 9 เมื่อหลายบริษัทได้เริ่มลงมือทำจริง ๆ จะพบว่ามีรายละเอียดค่อนข้างมากและถ้าตั้งต้นไม่ถูก หรือเลือกวิธีคำนวณไม่เหมาะกับธุรกิจ ก็อาจทำให้ตัวเลขในงบการเงินนั้นมีไม่สะท้อนมูลค่าจริงของบริษัทได้


จากประสบการณ์ของอาจารย์ทอมมี่และทีมงาน ABS ที่เชี่ยวชาญในการให้บริการเรื่อง TFRS9 โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นการออกแบบวิธีคำนวณ การจัดเตรียมข้อมูล หรือการทำรายงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานบัญชี องค์กรที่ต้องการใช้บริการ TFRS 9 กับทีมงาน ABS จะได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำอธิบายทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นภาพรวมทางการเงินและความเสี่ยงของธุรกิจได้อย่างชัดเจน

เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)

FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)

อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19


อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com

คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com


ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น

 
 
bottom of page