6 สัญญาณเตือน ภายใต้มาตรฐานบัญชี TAS 36 ธุรกิจของคุณควรทำ Impairment Test หรือไม่?
- อาจารย์ทอมมี่ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

- May 29
- 1 min read

ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว สินทรัพย์ที่เคยมีมูลค่าสูงในวันนี้ อาจมีมูลค่าลดลงในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร โรงงาน แบรนด์ หรือแม้กระทั่งค่าความนิยม (Goodwill) ที่บันทึกไว้ในงบดุล คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามูลค่าที่บันทึกไว้ในบัญชีนั้น สะท้อนความเป็นจริงของวันนี้หรือเปล่า?
นี่คือเหตุผลที่มาตรฐานบัญชี TAS 36 (เทียบเท่ากับ IAS 36 ของสากล) นั้นเข้ามามีบทบาทในการกำหนดให้กิจการต้องประเมินว่าสินทรัพย์ของตนเองด้อยค่าลงหรือไม่ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การทดสอบการด้อยค่า หรือ Impairment Test
แต่คำถามที่ผู้บริหารและทีมบัญชีมักสงสัยคือ “เมื่อไหร่ถึงจะต้องทำ?” ภายในบทความนี้จะสะท้อนให้เห็นถึง 6 สัญญาณเตือนที่บอกว่าผู้บริหารและทีมบัญชีว่าถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจของเราควรทำ Impairment Test
Impairment Test คืออะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่าย
Impairment Test คือการทดสอบว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่บันทึกไว้ในบัญชี (Carrying Amount) สูงเกินกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) หรือมูลค่าจริงของสินทรัยพ์นั้นหรือไม่
หากสูงกว่า แปลว่าสินทรัพย์ “ด้อยค่า” และกิจการต้องบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าในงบกำไรขาดทุนทันที ซึ่งกระทบกับกำไรของกิจการโดยตรง และหากต่ำกว่าแปลว่าสินทรัพย์ “ไม่ด้อยค่า”
เพราะแบบนี้ TAS 36 เลยกำหนดให้กิจการต้องคอยเช็กทุกสิ้นรอบบัญชี ว่ามี “สัญญาณ” ที่บอกว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่าหรือเปล่า แล้วสัญญาณที่ควรเริ่มระวัง มีอะไรบ้าง?
สัญญาณที่ 1: ราคาตลาดของสินทรัพย์ลดลงอย่างชัดเจน
ถ้ามูลค่าของสินทรัพย์ที่กิจการถืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร เครื่องจักร หรือเงินลงทุนต่าง ๆ ลดลงแรงกว่าปกติ นี่อาจเป็นสัญญาณแรกที่ควรเริ่มกลับมาดูเรื่อง Impairment Test ได้แล้ว
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ที่ดินบริเวณโรงงานราคาตกลงเยอะภายในเวลาไม่นาน เพราะมีการเปลี่ยนผังเมืองหรือมีโครงการใหม่เข้ามากระทบ ทำให้พื้นที่นี้ไม่น่าสนใจเหมือนเดิม
สัญญาณที่ 2: ธุรกิจกำลังเจอการเปลี่ยนแปลงในทางลบ
บางครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวสินทรัพย์โดยตรง แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมรอบธุรกิจที่เปลี่ยนไป เช่น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาแทน พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน เศรษฐกิจชะลอ หรือมีกฎหมายใหม่ที่อาจจะทำให้ธุรกิจดำเนินงานยากขึ้น
ลองนึกถึงธุรกิจเช่าแผ่น DVD ที่เคยได้รับความนิยมมาก แต่พอ Streaming เข้ามา ธุรกิจก็แทบไปต่อไม่ได้ สินทรัพย์ต่าง ๆ ที่เคยสร้างรายได้ ก็อาจมีมูลค่าลดลงตามไปด้วย
สัญญาณที่ 3: ดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น
เวลาอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มันจะกระทบกับการประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ด้วย เพราะมูลค่าเงินในอนาคตจะถูกคิดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบันต่ำลง
อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ดอกเบี้ยยิ่งสูง มูลค่าที่ประเมินได้ของสินทรัพย์ก็มีโอกาสลดลงตามทำให้หลายธุรกิจต้องกลับมาทบทวนมูลค่าสินทรัพย์กันใหม่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
สัญญาณที่ 4: มูลค่าบริษัทในตลาด ต่ำกว่ามูลค่าในบัญชี
สำหรับบริษัทในตลาดหุ้น ถ้ามูลค่าบริษัทที่นักลงทุนประเมินในตลาด ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของกิจการ นี่ถือเป็นอีกสัญญาณที่น่าสนใจ
เพราะมันอาจสะท้อนว่า ตลาดมองว่าสินทรัพย์ของกิจการไม่ได้มีมูลค่าสูงเท่าที่บันทึกไว้ในงบแล้ว
สัญญาณที่ 5: สินทรัพย์เริ่มเก่า เสีย หรือไม่ได้ใช้งานแล้ว
เช่น เครื่องจักรที่พังบ่อย สายการผลิตที่หยุดใช้ โรงงานที่ปิดตัว หรือระบบ IT ที่กำลังจะถูกเปลี่ยนใหม่
หลายครั้งสินทรัพย์เหล่านี้ยังถูกบันทึกไว้ในบัญชีตามมูลค่าเดิม ทั้งที่ความจริงอาจแทบไม่ได้สร้างรายได้ให้ธุรกิจแล้ว โดยการทำ Impairment Test จะเข้ามาช่วยให้งบการเงินสะท้อนสถานการณ์จริงมากขึ้น
สัญญาณที่ 6: ผลประกอบการต่ำกว่าที่คาดไว้ต่อเนื่อง
ถ้าธุรกิจหรือหน่วยงานบางส่วนของบริษัท ทำรายได้หรือสร้างกระแสเงินสดได้ต่ำกว่าที่คาดไว้อย่างต่อเนื่อง อาจหมายความว่าสินทรัพย์เหล่านั้นเริ่มสร้างมูลค่าได้ลดลงแล้ว โดยเฉพาะ Goodwill จากการซื้อกิจการ ถ้าบริษัทที่ซื้อมาการทำ ผลงานไม่เป็นไปตามที่เคยประเมินไว้ การทำ Impairment Test มักเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าเห็นสัญญาณแล้ว ควรทำอย่างไรต่อ?
ถ้าธุรกิจเริ่มมีสัญญาณเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือรอไว้ค่อยเช็กตอนสิ้นปี เพราะภายใต้มาตรฐาน TAS 36 หากมี “สัญญาณบ่งชี้” กิจการควรเริ่มพิจารณาทันที
ซึ่งการทำ Impairment Test ไม่ได้มีแค่เรื่องคำนวณตัวเลขอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับการประเมินกระแสเงินสดในอนาคต การเลือก Discount Rate ที่เหมาะสม รวมถึงการดูว่าแต่ละหน่วยธุรกิจหรือสินทรัพย์ ยังสร้างรายได้ให้กิจการได้จริงแค่ไหน
หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าตามมาตรฐานบัญชี ทีมงานของ ABS Valuation พร้อมให้คำปรึกษาทั้งด้าน Impairment Test, Fair Value, Goodwill, ECL รวมถึงการประเมินมูลค่าธุรกิจและสินทรัพย์ในรูปแบบต่าง ๆ
ด้วยทีมงานด้าน Financial Engineering และ Actuarial Science ที่มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับหลายองค์กรทั้งบริษัทจดทะเบียน กลุ่มธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรม ทำให้ ABS Valuation เข้าใจทั้งเรื่องมาตรฐานบัญชีและบริบททางธุรกิจจริง
รวมถึงยังได้รับรางวัลและการยอมรับด้านงานประเมินมูลค่าและที่ปรึกษาทางการเงินจากหลายสถาบันซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการทำงานและความเชี่ยวชาญของทีมงานโดยตรง
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com
คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com
ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น



