ตัวเลขสำคัญในการคำนวณผลประโยชน์พนักงาน TAS19 กับภาระพนักงานที่ซ่อนอยู่ในงบการเงิน
- อาจารย์ทอมมี่ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน

- 2 days ago
- 1 min read

ทำไม TAS19 ไม่ใช่แค่เรื่องการตั้งสำรอง
เมื่อพูดถึงมาตรฐานบัญชีไทย ฉบับที่ 19 (TAS19) หลายคนมักคิดว่าเป็นเรื่องของ “การตั้งสำรองเงินชดเชย” หรือ “ตัวเลขด้านบัญชีที่ต้องกรอกเพื่อส่งผู้สอบบัญชี” แต่ในความเป็นจริงแล้ว การคำนวณผลประโยชน์พนักงานตาม TAS19 คือกระจกเงาที่สะท้อนความจริงเกี่ยวกับ “ภาระด้านบุคลากร” ของบริษัท และเป็นข้อมูลที่บอกทั้งต้นทุนในอนาคตที่ต้องเตรียมรับมือไว้ตอนนี้ รวมไปถึงการสะท้อนความมั่นคงของบริษัท โดยความเสี่ยงทางด้านการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
ตัวเลขสำคัญ 3 ตัวในการคำนวณผลประโยชน์พนักงาน TAS19
ถ้าจะเน้นถึงตัวเลขสำคัญที่เป็นหัวใจของการคำนวณผลประโยชน์พนักงานภายใต้มาตรฐานบัญชีไทย TAS19 นั้น จะมีตัวเลขที่ต้องทำความรู้จักอยู่ด้วยกัน 3 ตัว คือ มูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (Defined Benefit Obligation : DBO หรือ Projected Benefit Obligation : PBO), ต้นทุนบริการปัจจุบัน (Current Service Cost : CSC) และ ต้นทุนดอกเบี้ย (Interest Cost :IC ) ซึ่งทั้งสามตัวนี้ไม่ใช่เพียงค่าสูตรสมการในเล่มรายงานของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แต่มันคือองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกับงบการเงินโดยตรง และมีผลต่องบกำไรขาดทุน และงบดุล ที่ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เพื่อบริหารได้อย่างเหมาะสม
มูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (DBO หรือ PBO)
มูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (DBO หรือ PBO) คือ “หัวใจสำคัญของการคำนวณหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน” เพราะตัวเลขนี้จะสะท้อนมูลค่าที่เป็นจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่ายให้พนักงานในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเงินชดเชยเกษียณอายุตามพรบ.กฎหมายคุ้มครองแรงงานตามมาตรา 118 เงินบำเหน็จเกษียณ หรือผลประโยชน์หลังออกจากงานประเภทอื่น โดย DBO หรือ PBO ที่ว่านี้ ไม่ได้คำนวณมาจากจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่ายในวันสุดท้ายจริง ๆ แต่เกิดจากการคำนวณให้เป็น “มูลค่าปัจจุบัน” ของภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานเหล่านั้น โดยนักคณิตศาสตร์ประกันภัยจะนำจำนวนเงินที่คาดว่าจะต้องจ่ายในอนาคตมาคำนวณคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ย (discount rate) และใช้วิธีการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยและแนวทางของตลาดการเงิน ที่สอดคล้องกับมาตรฐานบัญชีไทยฉบับที่ 19 (TAS19) ซึ่งต้องการจะสะท้อนลงไปในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ในฐานะ “หนี้สินระยะยาว” ของบริษัท หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง มูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (DBO หรือ PBO) จะสูงขึ้นทันที ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บริษัทจำนวนมากเผชิญภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานที่สูงขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาลงรุนแรง สรุปคือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่ง มันก็หมายความว่า ตัวเลข DBO หรือ PBO ตัวนี้ คือสิ่งที่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน ผู้บริหาร และผู้สอบบัญชีใช้ประเมินว่าบริษัทมีภาระด้านคนมากน้อยเพียงใด และด้วยต้นทุนแฝงด้านคนในระยะยาวที่ประเมินออกมา จะต้องทำให้บริษัทเตรียมเงินเพื่อรับมือทั้งในตอนนี้และในอนาคตได้อย่างไรบ้าง
ต้นทุนบริการปัจจุบัน (Current Service Cost) และต้นทุนดอกเบี้ย (Interest Cost)
ต่อมา ต้นทุนบริการปัจจุบัน (Current Service Cost ) คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพราะ “พนักงานทำงานให้บริษัทเพิ่มขึ้นในช่วง 1 ปี” โดยในแต่ละปีที่พนักงานทำงานต่อ พนักงานคนนั้นจะมีสิทธิผลประโยชน์เพิ่มขึ้นตามอายุงาน เช่น เงินชดเชยที่เพิ่มขึ้นตามชั้นบันไดของมาตรา 118 หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามที่บริษัทกำหนด โดย ต้นทุนบริการปัจจุบัน (Current Service Cost) จะถูกบันทึกในงบกำไรขาดทุนประจำปี เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณนั้นอย่างแท้จริง และสะท้อนต้นทุนด้านบุคลากรของบริษัทในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การบันทึกตัวเลขบัญชี ตัวเลขต้นทุนบริการปัจจุบัน (Current Service Cost – CSC) จึงถือเป็น “ต้นทุนแฝงของพนักงานในปีนั้น” แบบที่ไม่เกี่ยวกับเงินเดือนหรือโบนัส (ที่เป็นผลประโยชน์พนักงานระยะสั้น) แต่มันเป็นต้นทุนที่บริษัทมีภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานระยะยาวเพิ่มขึ้นเพราะพนักงานทำงานมีอายุงานนานขึ้น
ส่วน ต้นทุนดอกเบี้ย (Interest Cost) เกิดขึ้นเพราะ DBO หรือ PBO คือภาระผูกพันในระยะยาว และเมื่อเวลาผ่านไป ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานในปัจจุบันย่อมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลาที่เหลืออยู่ ตัวเลขนี้คำนวณจาก DBO หรือ PBO คูณกับอัตราดอกเบี้ย (discount rate) ที่ใช้ตั้งสำรอง Interest Cost จึงถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนเช่นกัน และเป็นตัวเลขที่บริษัทไม่สามารถเลี่ยงได้ ตราบเท่าที่ยังมีภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานอยู่
ความเชื่อมโยงของตัวเลขทั้งสามกับงบการเงิน
เมื่อนำตัวเลขทั้งสามตัวนี้มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าทั้งหมดเป็นตัวเลขที่คำนวณขึ้นมาเพื่อสะท้อนต้นทุนผลประโยชน์พนักงานในภาพรวม โดยมูลค่าปัจจุบันของภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (DBO หรือ PBO) สะท้อนถึงภาระทั้งหมดที่องค์กรต้องจ่ายในอนาคต ต้นทุนบริการปัจจุบัน (Current Service Cost) สะท้อนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี และต้นทุนดอกเบี้ย (Interest Cost) สะท้อนถึงต้นทุนเวลาในปีนั้นๆ
โดยทั้งสามตัวจะเชื่อมโยงกันและไหลเข้าสู่งบการเงินในตำแหน่งที่แตกต่างกัน แต่มีผลต่อกำไรและความมั่นคงทางการเงินของบริษัทโดยตรง หากภาระผูกพันที่คาดการณ์ไว้ในอนาคตสูงขึ้น ย่อมทำให้ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (DBO หรือ PBO) เปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ต้นทุนบริการปัจจุบัน (Current Service Cost) และ ต้นทุนดอกเบี้ย (Interest Cost) ก็จะส่งผลกระทบผ่านงบกำไรขาดทุนปีถัดไปสูงขึ้นทันที และส่งผลให้กำไรในปีนั้นลดลงเช่นกัน การคำนวณผลประโยชน์พนักงานที่ถูกต้องและเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารไม่ควรมองข้ามทั้งในแง่ของคนและแง่ของเงิน
เขียนและเรียบเรียงโดย อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน)
FSA, FIA, FRM, FSAT, MBA, MScFE (Hons), B.Eng (Hons)
อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และอาจารย์บรรยายด้านการคำนวณผลประโยชน์พนักงานด้วยหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ตามมาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 19 TAS19 IAS19
อาจารย์ทอมมี่ (พิเชฐ เจียรนณีทวีสิน) โทร: (+66) 82-899-7979 E-mail: tommy.pichet@actuarialbiz.com
คุณลักษณา ชัยวุฒิธร โทร: (+66) 81-071-4060 E-mail: abs.office@actuarialbiz.com
ขอสงวนสิทธิ์ของเนื้อหาในบทความ ไม่ให้นำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ABS เท่านั้น



